The Stoic Developer Deep Dive: 5 บทเรียนเปลี่ยนชีวิตจาก The Stoic Mind

เราทุกคนต่างเคยเขียน Code ที่ทำงานได้แต่ Maintain ยาก ชีวิตก็เช่นกัน... บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ชีวิตรันไปตาม Default Config - ตื่นมา เช็กมือถือ ทำงานตามสั่ง กลับบ้าน นอน - โดยไม่เคย Refactor ความคิดตัวเองเลย หนังสือ The Stoic Mind ไม่ได้บอกให้คุณละทิ้งทางโลกไปบวช แต่สอนให้คุณ "Debug ความคิด" เพื่อให้คุณยังคงสงบนิ่งได้ แม้ในวันที่ Production ล่มหรือ Deadline จ่อคอหอย นี่คือ 5 บทเรียนที่คัดมาแล้วว่า Touch ใจ คนทำงานสาย Tech ที่สุดครับ
sandwiched-developer-the-stoic-mind-book-summary-cover-image

เลิกบูชาแรงบันดาลใจ แล้วหันมาศรัทธาในวินัย

(จาก Chapter 7: Don't Count on Motivation. Count on Discipline)

"Don't count on motivation. Count on Discipline." - Jocko Willink

เรามักเชื่อว่าต้องรอให้มีไฟ ก่อนถึงจะทำงานใหญ่ได้ แต่ความจริงคือ Motivation เป็นเหมือน API ที่ไม่เสถียร เดี๋ยวก็ต่อติด เดี๋ยวก็ Time out การฝากความหวังไว้กับมันจึงเสี่ยงมาก ในขณะที่ Discipline (วินัย) คือ Hard-coded logic ที่จะทำงานเสมอไม่ว่า Input ของคุณจะเป็นอย่างไร

เคยสังเกตไหมว่าวันที่คุณเขียนโค้ดได้ดีที่สุด ไม่ใช่วันที่คุณอยากเขียนที่สุดเสมอไป? วินัยคือการพาตัวเองไปนั่งหน้า IDE ในวันที่คุณขี้เกียจที่สุด สโตอิกสอนว่า "อิสรภาพที่แท้จริงไม่ได้มาจากการทำตามใจอยาก แต่มาจากการควบคุมใจตัวเองได้" Jocko Willink ถึงกับกล่าวว่า "Discipline Equals Freedom" วินัยทางการเงินให้อิสระทางการเงิน, วินัยทางสุขภาพให้อิสระทางร่างกาย

คุณไม่ได้ต้องการเวลาเพิ่ม คุณต้องการโฟกัส

(จาก Chapter 10: You Don't Need More Time. You Need More Focus)

"You don't need more time. You need more focus." - Shane Parrish

Developer ชอบบ่นว่าไม่มีเวลาเพื่อจะเรียนรู้ Tech Stack ใหม่ หรือทำ Side Project แต่ความจริงคือ เราทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ปัญหาไม่ใช่ เวลาที่ขาดแคลน แต่คือ สมาธิที่รั่วไหล ต่างหาก

ในยุคที่เราถูก Ping ด้วย Slack, Email, และ Notification ตลอดเวลา สิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่ Time แต่คือการจดจ่อ หนังสือเล่มนี้เปรียบเทียบว่า การพยายามทำงานโดยไม่มีโฟกัส ก็เหมือนกับการรันโปรแกรมหนักๆ ในเครื่องที่ RAM เต็ม - มันทำงานได้ แต่มันจะช้าและค้าง Seneca เคยกล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า "ไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เราเสียเวลากับเรื่องไร้สาระไปเยอะต่างหาก"

ทางเลือก 3 ทางของความทุกข์: การเปลี่ยนแปลง, ยอมรับ หรือ ลาจาก

(จาก Chapter 23: Three Options - Change, Accept, or Leave)

"In any situation in life, you always have 3 options: Change it, Accept it, or Leave it." - Naval Ravikant

ความทุกข์ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากตัวปัญหา แต่เกิดจากการ "ไม่เลือก" เราเกลียดงานที่ทำแต่ก็ไม่กล้าลาออก และไม่ทำอะไรให้มันดีขึ้น เราจึงติดอยู่ในลูป while(true) ของการบ่นด่าและความทุกข์

นี่คือ Algorithm สำหรับแก้ทุกความสัมพันธ์และปัญหาในชีวิต:

  1. Change it: ถ้าแก้บั๊กได้ ก็แก้ซะ (ถ้าเปลี่ยน Culture ทีมได้ ก็ทำ)
  2. Leave it: ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ถอยออกมา (หางานใหม่ / ย้ายทีม)
  3. Accept it: ถ้าแก้ไม่ได้และไปไหนไม่ได้ ก็จงยอมรับมันอย่างเต็มใจ (เลิกบ่น แล้วอยู่กับมันด้วยความสงบ)

บทเรียนสำคัญกว่าความผิดพลาด

(จาก Chapter 11: The Lesson Is More Important Than The Mistake)

"The lesson is more important than the mistake."

ในโลกของการเขียนโปรแกรม Error Log คือขุมทรัพย์ เพราะมันบอกจุดที่เราต้องแก้ แต่ในชีวิตจริง เรากลับกลัวความผิดพลาด จนตัวสั่น และเมื่อพลาด เราก็มัวแต่โทษตัวเองจนลืมอ่าน "Error Log" ของชีวิต

สโตอิกมองว่า "ความล้มเหลวคือข้อมูล" ถ้าคุณ Deploy แล้วพัง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความพังพินาศ แต่คือ Post-Mortem Report ที่คุณได้เรียนรู้จากมัน อย่าให้ค่ากับความอับอาย มากกว่าปัญญาที่ได้รับ ตราบใดที่คุณได้ "บทเรียน" กลับมา "ค่าเล่าเรียน" ที่จ่ายไปถือว่าคุ้มค่า

ความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการไม่ได้ลอง

(จาก Chapter 31: The Greatest Regret Is Not Trying)

"We only regret what we never try." - Alex Hormozi

บทส่งท้ายที่ทรงพลังที่สุด: มนุษย์เราไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำล้มเหลว แต่เราเสียใจกับ "ฉากที่ไม่ได้เกิดขึ้น" ความล้มเหลว เจ็บปวดแค่ชั่วคราว แต่ความเสียดาย (Regret) จะตามหลอกหลอนเราไปตลอดชีวิต

ในวันที่เราแก่ตัวลง เราจะไม่มานั่งเสียใจหรอกว่า "รู้งี้ตอนนั้นไม่น่าเขียนโค้ดบั๊กเลย" แต่เราจะเสียใจว่า "รู้งี้ตอนนั้นน่าจะลองทำ Startup อันนั้นดู 🥲" หรือ "รู้งี้ตอนนั้นน่าจะกล้าสมัครงานบริษัทนั้น" ชาวสโตอิกใช้หลักมรณานุสติ เตือนใจเสมอว่าชีวิตสั้นนัก "อย่าปล่อยให้ความกลัวที่จะล้มเหลว หยุดคุณจากการเริ่มต้น เพราะการไม่เริ่ม... คือการการันตีความล้มเหลว 100%"

บทสรุป

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก แต่สอนให้เราเป็น Developer ของชีวิตตัวเอง คุณคือคนเขียน Code, คุณคือคน Config, และคุณคือคนเดียวที่จะ Debug ชีวิตตัวเองได้

หวังว่าสรุปนี้จะช่วย Refactor ความคิดของคุณให้ Clean และ Scalable ยิ่งขึ้นนะครับ!

sandwiched-developer-author
s
เขียนโดย

sirawich

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

the-bus-factory-phobia-infographic
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·ม.ค. 10, 2026

The Bus Factor: คุณคือ เทพเจ้า ผู้แบกโปรเจกต์ หรือ นักโทษ ที่ไม่มีวันลาออกได้?

leetcode-interview-nightmare-cover-image
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·ธ.ค. 15, 2025

สัมภาษณ์งาน Dev หรือสอบเข้า NASA? : ความวิบัติของระบบคัดคนด้วย LeetCode ที่ Google เริ่มไว้... แต่เรา (คนธรรมดา) ต้องรับกรรม

why-we-do-a-code-review-cover-image
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·พ.ย. 22, 2025

ทำไมถึงต้อง review code

some-how-i-think-bug-is-really-alive-cover-image
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·ต.ค. 3, 2025

คุณรู้สึกเหมือนกันไหม ว่าบัคมีชีวิต ?

sandwiched-developer-music-while-coding
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·ก.ย. 21, 2025

การฟังเพลงระหว่างเขียนโค้ด: เมื่อโค้ดกลายเป็นท่วงทำนอง

sandwiched-developer-golang-art-of-empty-world
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·มิ.ย. 20, 2025

🕊️ Golang: ศิลปะแห่งความว่างเปล่าที่เปลี่ยนโลก

sandwiched-developer-go-ภาษาของผู้ไม่เร่งรีบ-แต่ไปถึงเส้นชัยก่อน
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·มิ.ย. 3, 2025

🐢 Go: ภาษาของผู้ไม่เร่งรีบ แต่ไปถึงเส้นชัยก่อน

sandwiched-developer-ts-cannot-missing
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·มิ.ย. 1, 2025

TypeScript เสียงสะท้อนจากอนาคตที่ย้อนกลับมาบอกว่า “เธอพลาดไม่ได้อีกแล้ว”

sandwiched-developer-rust-slient
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·พ.ค. 31, 2025

Rust ความเงียบงันของเหล็กกล้า

golang-ภาษาแห่งความสงบ-ที่เกิดมาเพื่อรองรับความวุ่นวาย
sandwiched-developer-author
s
sirawich
·พ.ค. 31, 2025

Golang ภาษาแห่งความสงบ ที่เกิดมาเพื่อรองรับความวุ่นวาย