SQL vs NoSQL: ศึกสายเลือด Database เลือกผิดชีวิตเปลี่ยน (ตอน Scale)

เคยเป็นไหมครับ? วันแรกที่เริ่มโปรเจกต์ อะไรก็ได้ ขอให้ขึ้นระบบได้ไวที่สุด npm init, ต่อ Database, ยิง API... ทุกอย่างดูราบรื่นสวยงาม จนกระทั่งวันที่ "Happy Problem" มาเยือน User ถล่มทลาย Transaction พุ่งกระฉูด จู่ๆ Database ที่เคยรักก็กลายเป็นคอขวด (Bottleneck) ที่แก้ไม่ตก วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง "Scalability" หรือการขยายระบบ ซึ่งเป็นจุดชี้ชะตาว่าทำไมการเลือก SQL หรือ NoSQL ตั้งแต่วันแรก ถึงส่งผลกับชีวิตคุณในอีก 1 ปีข้างหน้า
sql-vs-nosql-scaling-comparison-cover-image

มุมแดง: SQL (Relational Database)

ตัวแทน: MySQL, PostgreSQL, SQL Server

สไตล์การต่อสู้: เจ้าระเบียบ, เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว (ACID), ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันซับซ้อน (Joins)

เมื่อต้อง Scale: "Vertical Scaling" (Scale Up)

ธรรมชาติของ SQL ถูกออกแบบมาให้ทำงานบนเครื่องเดียว (Single Node) เป็นหลัก เพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Consistency) สูงสุด

  • วิธีการ: อัปเกรด Hardware ครับ เพิ่ม CPU, อัด RAM, เปลี่ยนเป็น SSD ที่เร็วขึ้น
  • ข้อดี: ไม่ต้องแก้อะไรรระบมาก Architecture เดิม แค่โยกไปอยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้น
  • จุดตาย:
    1. มีเพดาน: ถึงจุดหนึ่ง Hardware เทพแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ หรือราคาจะแพงแบบก้าวกระโดด
    2. Downtime: การย้ายบ้านมักต้องมีการปิดระบบชั่วคราว
    3. Sharding คือฝันร้าย: ถ้าจะ Scale Out (เพิ่มเครื่อง) เราต้องทำ "Database Sharding" (แบ่งข้อมูลไปหลายเครื่อง) เอง ซึ่งจัดการเรื่อง JOIN ข้ามเครื่องยากมาก และ Maintain นรกแตก

มุมน้ำเงิน: NoSQL (Non-Relational Database)

ตัวแทน: MongoDB, Cassandra, DynamoDB, Redis

สไตล์การต่อสู้: ยืดหยุ่น (Schema-less), เร็วแรงทะลุนรก, ไม่แคร์เรื่องความสัมพันธ์ (Denormalized)

เมื่อต้อง Scale: "Horizontal Scaling" (Scale Out)

NoSQL เกิดมาในยุค Big Data มันถูกออกแบบมาให้กระจายตัว (Distributed) ตั้งแต่วันแรก

  • วิธีการ: เพิ่มเครื่อง Server เข้าไปใน Cluster (Commodity Hardware) จะ 10 เครื่อง หรือ 100 เครื่อง ก็เติมเข้าไปเรื่อยๆ เหมือนต่อ Lego
  • ข้อดี: รองรับ Traffic มหาศาลได้จริง (Infinite Scale ในทางทฤษฎี) และทำ High Availability ได้ง่ายกว่า
  • จุดตาย:
    1. Consistency (บางครั้ง): เพื่อให้ Scale ได้เร็ว มันต้องแลกมาด้วย CAP Theorem (มักจะยอมแลก Consistency เพื่อ Availability) ข้อมูลอาจจะไม่ Update พร้อมกันทันทีทุกเครื่อง (Eventual Consistency)
    2. ความซับซ้อนใน Code: ถ้าต้องการ Query ข้อมูลที่ซับซ้อนมากๆ เราต้องจัดการ Logic นั้นใน Application Code แทน เพราะไม่มี JOIN ให้ใช้สะดวกๆ

ตารางเปรียบเทียบ: เลือกผิด ชีวิตเปลี่ยนยังไง?

สถานการณ์เลือก SQL (RDBMS)เลือก NoSQL
Data Structureข้อมูลมีโครงสร้างชัดเจน ไม่เปลี่ยนบ่อย (เช่น ระบบบัญชี, User Profile)ข้อมูลไม่มีโครงสร้างแน่นอน หรือเปลี่ยนบ่อย (เช่น Log, IoT, Metadata)
Relationshipsต้อง JOIN ตารางเยอะๆ ข้อมูลเกี่ยวข้องกันสูงข้อมูลจบในตัว (Document) ไม่เน้น JOIN ข้ามไปมา
Transactionต้องการความชัวร์ 100% (โอนเงิน A ไป B ต้องเป๊ะ ห้ามหาย)ยอมรับความดีเลย์ได้นิดหน่อย (ยอด Like, Feed ข่าว)
Scaling Strategyยากเมื่อโต: ต้องวางแผน Sharding หรือใช้ท่าไม้ตายอย่าง Read Replicaง่ายเมื่อโต: แค่เพิ่ม Node จบ

บทสรุป: ไม่มี Silver Bullet

คำว่า "เลือกผิดชีวิตเปลี่ยน" ไม่ได้แปลว่า SQL ห่วย หรือ NoSQL เทพกว่า แต่คือการเลือก "เครื่องมือให้ถูกกับงาน"

  • ถ้าคุณทำ E-commerce, ระบบการเงิน ที่ Data Integrity คือพระเจ้า -> SQL คือเพื่อนแท้ (และเดี๋ยวนี้มี NewSQL อย่าง CockroachDB ที่ Scale Out ได้แล้วนะ)
  • ถ้าคุณทำ Social Media, Real-time Analytics, หรือเก็บ Logs มหาศาล -> NoSQL คือทางรอด

คำแนะนำจาก Sandwiched Developer:

อย่าเพิ่งรีบ Optimize เพื่อ Scale ระดับ Facebook ตั้งแต่วันแรกถ้าคุณยังมี User แค่ 100 คน... การใช้ SQL (เช่น Postgres) มักจะเป็น Safe Choice ที่ดีที่สุดเสมอ จนกว่าคุณจะมีเหตุผลที่ดีพอที่จะไม่ใช้มันครับ!

เพื่อนๆ Developer สายไหนกันบ้าง? เคยเจอเหตุการณ์ "Database แตก" คามือไหม? มาแชร์ประสบการณ์กันใต้โพสต์ได้เลยครับ 👇