เข้าใจข้อจำกัด: ทำไม AI ถึง "โง่ลง" เมื่อคุยนานๆ? (The Dumb Zone)

เรามักตื่นเต้นกับ Context Window ขนาดใหญ่ (เช่น 200k, 1M tokens) และคิดว่า "โยน Codebase ทั้งก้อนเข้าไปเลย เดี๋ยว AI มันรู้เอง" ... นี่คือความเชื่อที่ผิดมหันต์ครับ
ความจริงทางเทคนิค:
- The Smart Zone (0-40%): ช่วงต้นของ Context Window คือช่วงที่ AI มีสมาธิสูงสุด จำแม่นสุด และทำตามคำสั่งได้ดีที่สุด
- The Dumb Zone (40-100%): เมื่อ Context เริ่มยาวเกิน 40% ขึ้นไป ประสิทธิภาพการดึงข้อมูล (Retrieval) จะลดลงฮวบฮาบ AI จะเริ่ม หลอน ลืมเงื่อนไขเก่าๆ หรือเขียนโค้ดมั่ว
- Needle in a Haystack: ยิ่งมี "Noise" (ไฟล์ที่ไม่เกี่ยวข้อง) เยอะเท่าไหร่ โอกาสที่ AI จะหา "Needle" (Logic ที่ถูกต้อง) เจอก็น้อยลงเท่านั้น
✅ ทางแก้ (Context Compaction): อย่าเสียดาย History แชท! ถ้าเริ่มรู้สึกว่า AI ออกทะเล หรือคุยกันยาวเกินไป ให้ทำตามนี้:
- สั่งให้ AI สรุปสิ่งที่ทำไปแล้ว (Summarize progress)
- เปิด Chat ใหม่ (New Session)
- แปะสรุปนั้นลงไป แล้วเริ่มงานต่อ นี่คือการรีเซ็ตให้ AI กลับมาอยู่ใน Smart Zone เสมอ

R.P.I. Framework: สูตรสำเร็จของการคุม AI
แทนที่จะโยน Prompt ก้อนเดียวว่า "Fix this bug", Dex แนะนำให้แตกงานเป็น 3 ขั้นตอนที่ขาดจากกันไม่ได้ (Atomic Steps):
Phase 1: Research (สืบค้น)
- เป้าหมาย: ให้ AI ทำตัวเป็นนักสืบ อ่านโค้ดเพื่อทำความเข้าใจ ห้ามเขียนโค้ดเด็ดขาด
- Prompt: "หาไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ Bug นี้ให้หน่อย อ่านแล้วอธิบายว่า Flow การทำงานปัจจุบันเป็นยังไง อย่าเพิ่งแก้โค้ด"
- ผลลัพธ์: เราจะได้รายชื่อไฟล์ที่เกี่ยวข้องจริงๆ (ลด Noise) และได้เช็คว่า AI เข้าใจปัญหาถูกจุดหรือไม่ ถ้า AI เข้าใจผิดตั้งแต่ตรงนี้ เราจะได้แก้ทันก่อนมันจะเขียนโค้ดพังๆ ออกมา
Phase 2: Plan (วางแผน)
สำคัญที่สุด
- เป้าหมาย: สร้าง "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ของการแก้ไข
- เทคนิค: ให้ AI เขียนแผนออกมาเป็น Pseudo-code หรือ Natural Language ที่ละเอียด
- Bad Plan: "เดี๋ยวจะแก้ function login"
- Good Plan: "ในไฟล์
auth.tsบรรทัดที่ 50 จะเพิ่มเงื่อนไขif (!token)และจะไปแก้ไฟล์LoginScreen.tsxให้แสดง Error modal..."
- Human Review: จังหวะนี้ Dev (ตัวเรา) ต้องเข้ามาอ่านแผนครับ ถ้าแผนถูกต้อง 100% ค่อยไปต่อ ถ้าไม่ถูก ให้แก้ที่แผน อย่าเพิ่งไปแก้โค้ด
Phase 3: Implement (ลงมือทำ)
- เป้าหมาย: เปลี่ยนแผนเป็นโค้ดจริง
- Prompt: "Execute the plan" (ทำตามแผนซะ)
- ผลลัพธ์: เนื่องจาก Context เราสะอาด (ผ่านการ Research มาแล้ว) และมี Instruction ชัดเจน (จาก Plan) AI จะเขียนโค้ดได้แม่นยำราวจับวาง แทบไม่ต้องแก้ Syntax เลย

Mental Alignment: จูนสมองคนกับ AI ให้ตรงกัน
ปัญหาใหญ่ของทีม Dev ยุคนี้คือ Code Review Fatigue (เหนื่อยรีวิวโค้ด) เพราะ AI Gen โค้ดออกมาเร็วและเยอะมาก จน Senior ตามอ่านไม่ทัน
การใช้ R.P.I. Framework ช่วยเรื่องนี้ได้มหาศาล:
- Review ที่ Plan แทน Review ที่ Code: ให้ Senior หรือ Tech Lead มาช่วยดูที่ขั้นตอน Plan (Phase 2) ว่า Logic ถูกไหม
- ถ้า Plan ผ่าน -> การันตีได้ระดับนึงว่า Code ที่ออกมาจะถูกต้อง (หรือถ้าผิดก็แก้ไม่ยาก)
- วิธีนี้ช่วยลดคอขวด (Bottleneck) ในทีม เพราะการอ่านแผนที่เป็นภาษาคน ใช้เวลาน้อยกว่าการไล่อ่าน Code ทุกบรรทัดถึง 3 เท่า
บทสรุป: คุณคือ Pilot, AI คือ Engine
สิ่งที่ Dex Horthy พยายามจะสื่อสารที่สุดคือ:
"AI cannot replace thinking. It can only amplify the thinking you have done." (AI แทนที่การคิดไม่ได้ มันทำได้แค่ขยายความคิดที่คุณคิดเสร็จแล้วให้ใหญ่ขึ้น)
- ถ้าคุณป้อน ความคิดที่ยุ่งเหยิง (Bad Context) -> AI จะขยายมันเป็น ความหายนะ (Big Messy Code)
- ถ้าคุณป้อน ความคิดที่ตกผลึกแล้ว (Clean Context & Plan) -> AI จะขยายมันเป็น ซอฟต์แวร์คุณภาพสูง
Next Step สำหรับคุณ: ลองเอา R.P.I. Loop ไปใช้จริงกับ Task ถัดไปของคุณดูครับ
- Research: ถาม AI ก่อนว่าระบบทำงานยังไง
- Plan: ให้ AI เสนอแผนแก้ไข แล้วคุณรีวิวแผนนั้น
- Implement: สั่งให้เขียนโค้ด
เชื่อผมเถอะว่า บั๊กจะน้อยลง และคุณจะกลับมาควบคุมโปรเจกต์ได้เต็มมืออีกครั้งครับ! 💪












